นายกฯ กำชับทำงบปี 67 ใช้คุ้มค่า-รักษาวินัยคลัง

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเปิดเผยระหว่างเป็นประธานเปิดประชุมสัมมนามอบนโยบายและแนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567

โดยมีคณะรัฐมนตรี หัวหน้าส่วนราชการ ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้บริหารสำนักงบประมาณ ผู้บริหารหน่วยงานรัฐวิสาหกิจเข้าร่วม ว่าการใช้จ่ายภาครัฐในปีงบฯ 2567 มีบทบาทสำคัญสนับสนุนการฟื้นตัวเศรษฐกิจ ควบคู่กับการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติและแผนต่างๆให้บรรลุตามเป้าหมาย รวมทั้งเร่งเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

สนับสนุนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล การยกระดับฝีมือแรงงาน การสนับสนุนการฟื้นตัวของการท่องเที่ยว การส่งเสริมเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (BCG) รวมถึงการจัดสวัสดิการให้แก่คนไทยกลุ่มต่างๆอย่างเหมาะสม โดยให้ความสำคัญกับกลุ่มเปราะบางเป็นลำดับแรก

เศรษฐกิจ-นายกฯ-กำชับทำงบปี-67-ใช้คุ้มค่า-รักษาวินัยคลัง

ทั้งนี้ ภายใต้กรอบวงเงินจากงบรายจ่ายปี 2567 วงเงิน 3.35 ล้านล้านบาท และงบลงทุนรัฐวิสาหกิจ วงเงิน 505,000 ล้านบาท ส่วนงบประจำที่มีสัดส่วนจำนวนมากขอให้ใช้อย่างคุ้มค่า ดังนั้น การบริหารจัดการด้านการคลังจึงจำเป็นต้องดำเนินการด้วยความรอบคอบ รักษาวินัยและเสถียรภาพทางการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด

การจัดเก็บรายได้และการใช้จ่ายภาครัฐต้องมีความเหมาะสมและยั่งยืน สามารถสนับสนุนการพัฒนาประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพและไม่ก่อให้เกิดภาระการคลังในระยะยาว โดยรัฐบาลได้จัดทำแผนการคลังระยะปานกลางปีงบประมาณ 2567-70 กำหนดเป้าหมายสัดส่วนการขาดดุลการคลังต่อจีดีพีให้ลดลงต่อเนื่องและไม่เกิน 3% ตามมาตรฐานสากล

อ่านข่าวเพิ่มเติม : กกพ. เคาะหั่นค่า Ft ภาคเอกชนเดือน ม.ค.-เม.ย. 66 เหลือ 154.92 สตางค์ต่อหน่วย

กกพ. เคาะหั่นค่า Ft ภาคเอกชนเดือน ม.ค.-เม.ย. 66 เหลือ 154.92 สตางค์ต่อหน่วย

กกพ. เคาะหั่นค่า Ft ภาคเอกชนเดือน ม.ค.-เม.ย. 66 เหลือ 154.92 สตางค์ต่อหน่วย

เศรษฐกิจ

หลังจากกระทรวงพลังงานให้ ปตท. และ กฟผ. ทบทวนประมาณการสมมุติฐานราคาก๊าซธรรมชาติ ราคาน้ำมันดีเซล อัตราแลกเปลี่ยน และภาระหนี้คงค้างของ กฟผ. เพื่อบรรเทาผลกระทบผู้ใช้ไฟฟ้ากลุ่มอื่นๆ ที่ไม่ใช่บ้านอยู่อาศัย ส่งผลให้ผู้ใช้ไฟฟ้าภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมต้องจ่ายค่าเอฟที 154.92 สตางค์ต่อหน่วยจากเดิมที่ต้องจ่ายค่าเอฟที 190.44 สตางค์ต่อหน่วย ดังนั้นผู้ใช้ไฟฟ้าในกลุ่มนี้จึงต้องจ่ายค่าไฟฟ้า 5.33 บาทต่อหน่วยในรอบบิลค่าไฟฟ้า ม.ค. – เม.ย. 66

นายคมกฤช ตันตระวาณิชย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) โฆษก กกพ. เปิดเผยว่า กกพ. ในการประชุมครั้งที่ 60/2565 (ครั้งที่ 827) เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2565 พิจารณาผลการคำนวณค่าเอฟทีเพิ่มเติมอีกครั้งหลังจากที่ กฟผ. และ ปตท. ทบทวนประมาณการราคาก๊าซธรรมชาติ ราคาน้ำมันดีเซล อัตราแลกเปลี่ยน และภาระหนี้คงค้างของ กฟผ. สำหรับการคำนวณอัตราค่าเอฟที (Ft) ตามที่ กกพ. ได้พิจารณาไปแล้วในการประชุมครั้งที่ 58/2565 (ครั้งที่ 825) เมื่อวันที่ 14 ธ.ค. 65 โดยมีสมมุติฐานที่เปลี่ยนแปลง ดังนี้

หมายเหตุ: * กฟผ. คำนวณกรณีศึกษาเพิ่มเติม โดยจัดสรรก๊าซอ่าวไทยเพื่อการผลิตไฟฟ้าสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัย ราคา 237 บาทต่อล้านบีทียู ในปริมาณที่ไม่เพิ่มภาระอัตราค่าไฟฟ้าจากปัจจุบัน (รวมการทยอยคืนค่า AF ให้กับ กฟผ. 22.22 สตางค์ต่อหน่วย) ตามมติ กพช. ในสัดส่วนประมาณร้อยละ 28.16 จากการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด หรือประมาณ 64,980 ล้านบีทียู ในช่วงเดือนมกราคม – เมษายน 2566 ส่งผลให้ราคาก๊าซธรรมชาติสำหรับผู้ใช้ก๊าซรายอื่นเพิ่มขึ้นเป็น 496 บาทต่อล้านบีทียู

จากการปรับเปลี่ยนสมมุติฐานดังกล่าวส่งผลให้ผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยยังคงต้องจ่ายค่า Ft ในอัตรา 93.43 สตางค์ต่อหน่วย และผู้ใช้ไฟฟ้ากลุ่มอื่นๆ ต้องจ่ายค่า Ft ในอัตรา 154.92 สตางค์ต่อหน่วย ค่า Ft ดังกล่าวทำให้ผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยยังคงจ่ายค่าไฟฟ้าในอัตรา 4.72 บาทต่อหน่วย และผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทอื่นๆ เช่น ภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรม จะต้องจ่ายค่าไฟฟ้าในอัตรา 5.33 บาทต่อหน่วย

นอกจากนี้ นายคมกฤช ยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ตั้งแต่เดือน ม.ค. 66 เป็นต้นไป ผู้ใช้ไฟฟ้า 3 ประเภท จะได้รับการปรับลดอัตราค่าบริการรายเดือน ดังนี้

(1) ประเภทบ้านอยู่อาศัย ใช้มากกว่า 150 หน่วย 38.22 บาทต่อเดือน 24.62 บาทต่อเดือน
ประเภทบ้านอยู่อาศัย แรงดันต่ำ อัตรา TOU 38.22 บาทต่อเดือน 24.62 บาทต่อเดือน
(2) กิจการขนาดเล็ก แรงดันต่ำ 46.16 บาทต่อเดือน 33.29 บาทต่อเดือน
(3) กิจการสูบน้ำเพื่อการเกษตร อัตรา TOU 228.17 บาทต่อเดือน 204.07 บาทต่อเดือน

แนะนำข่าวเศรษฐกิจเพิ่มเติม : บีโอไอ เปิดตัว ‘LTR Visa’ ตั้งเป้าหมายต่างชาติ 4 กลุ่มหลัก จำนวน 1 ล้านคน ใน 5 ปี

บีโอไอ เปิดตัว ‘LTR Visa’ ตั้งเป้าหมายต่างชาติ 4 กลุ่มหลัก จำนวน 1 ล้านคน ใน 5 ปี

บีโอไอ เปิดตัว “LTR Visa” ตั้งเป้าหมายดึงชาวต่างชาติ 4 กลุ่มหลักเข้าไทย จำนวน 1 ล้านคน ใน 5 ปี

หม่อมหลวงชโยทิต กฤดากร ผู้แทนการค้าไทยและที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี เปิดตัววีซ่าประเภทใหม่ “Long – Term Resident Visa: LTR Visa” ที่จะเปิดใช้อย่างเป็นทางการ ในวันที่ 1 ก.ย. 65 ว่า รัฐบาลไทยมีนโยบายให้สิทธิพิเศษแก่นักลงทุนต่างชาติ เพื่อดึงดูดให้เข้ามาตั้งฐานธุรกิจในประเทศ โดยเฉพาะใน 12 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย ที่จะช่วยเพิ่มศักยภาพของเศรษฐกิจไทยให้ก้าวไปสู่เศรษฐกิจใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่เพื่อสร้างการเติบโตในระยะยาว

สำหรับ LTR Visa มีเป้าหมายเพื่อดึงดูดผู้พำนักชาวต่างชาติกลุ่มใหม่ที่มีศักยภาพสูง ทั้งด้านทักษะและความเชี่ยวชาญในเทคโนโลยีสมัยใหม่ ผู้ที่มีความมั่งคั่ง รวมไปถึงกลุ่มคนที่ต้องการทำงานจากที่ไหนก็ได้ในโลก ซึ่งไทยเป็นหนึ่งในจุดหมายสำคัญของนักเดินทางท่องเที่ยว และผู้ที่เดินทางเพื่อการทำงานจากทั่วโลก

“ประเทศไทย อยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ ที่ต้องเร่งการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว หลังจากได้รับผลกระทบจากโควิดในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา การเปิดประเทศรับชาวต่างชาติอีกครั้ง เรามีเป้าหมายไปที่กลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง รวมถึงการดึงดูดบุคลากรที่มีศักยภาพสูงเข้ามา เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายและการลงทุน และ LTR Visa ถือเป็นมาตรการสำคัญที่จะช่วยเร่งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย” ม.ล.ชโยทิตกล่าว

เศรษฐกิจ 12 9 2565

น.ส.ดวงใจ อัศวจินตจิตร์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า สำหรับ LTR Visa จะให้สิทธิประโยชน์กับบุคลากรชาวต่างชาติ 4 กลุ่ม คือ

1. ผู้มีความมั่งคั่งสูง ต้องมีทรัพย์สินมูลค่ารวมไม่ต่ำกว่า 1 ล้านเหรียญสหรัฐ และมีรายได้ส่วนบุคคลไม่น้อยกว่า 80,000 เหรียญสหรัฐ/ปี และลงทุนในไทยไม่น้อยกว่า 500,000 เหรียญสหรัฐ

2. ผู้เกษียณอายุจากต่างประเทศ ต้องมีรายได้ส่วนบุคคลไม่น้อยกว่า 80,000 เหรียญสหรัฐ/ปี กรณีรายได้ต่ำกว่าที่กำหนด ต้องลงทุนไม่น้อยกว่า 250,000 เหรียญสหรัฐ ในพันธบัตรรัฐบาล หรืออสังหาริมทรัพย์

3. ผู้ที่ต้องการทำงานจากประเทศไทย ต้องมีรายได้ส่วนบุคคลไม่น้อยกว่า 80,000 เหรียญสหรัฐ/ปี กรณีรายได้ต่ำกว่าที่กำหนด ต้องสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทขึ้นไป หรือครอบครองทรัพย์สินทางปัญญา หรือได้รับเงินทุน Series A

4. ผู้มีทักษะเชี่ยวชาญพิเศษ ต้องมีรายได้ส่วนบุคคลไม่น้อยกว่า 80,000 เหรียญสหรัฐ/ปี กรณีรายได้ต่ำกว่าที่กำหนด ต้องสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทขึ้นไปในสาขาวิทยาศาสตร์หรือเทคโนโลยีหรือมีความเชี่ยวชาญในสายงานที่เข้ามาทำในประเทศไทย

สำหรับสิทธิประโยชน์สำหรับผู้ถือ LTR Visa จะได้สิทธิพำนักในประเทศไทย 10 ปี สามารถใช้ช่องทางพิเศษ (Fast Track) ในการเข้าออกราชอาณาจักร ณ ท่าอากาศยานระหว่างประเทศ รายงานตัวทุก 1 ปี (จากเดิมทุก 90 วัน) และไม่ต้องยื่นขออนุญาตกลับเข้ามาในราชอาณาจักร (Re-entry permit) อนุญาตให้ทำงานในประเทศไทย โดยลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเหลือร้อยละ 17 สำหรับกลุ่มผู้มีทักษะเชี่ยวชาญพิเศษ และมีผู้ติดตามได้ 4 คน

เลขาธิการบีโอไอ คาดว่า วีซ่าประเภทใหม่นี้ จะดึงดูดผู้พำนักชาวต่างชาติกลุ่มใหม่ที่มีฐานะทางเศรษฐกิจดี รวมถึงผู้มีทักษะและความเชี่ยวชาญ เพื่อมากระตุ้นการใช้จ่าย การลงทุน และช่วยผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยบีโอไอรับหน้าที่กลั่นกรองคุณสมบัติของผู้ขอวีซ่าประเภทใหม่นี้